บทที่2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ในการวิจัยครั้งนี้
ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และได้นำเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้
1.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาษา
1.1
ความหมายของภาษา
1.2 ความสำคัญของภาษา
1.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาษาของเด็กปฐมวัย
2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางการพูด
2.1
ความหมายของการพูด
2.2
ความสำคัญของการพูด
2.3
พัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัย
2.4งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางการพูด
3.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมคำคล้องจอง
3.1
ความหมายของคำคล้องจอง
3.2
ความสำคัญของคำคล้องจอง
3.3
ประเภทของคำคล้องจอง
3.4
การจัดกิจกรรมคำคล้องจองกับพฤติกรรมทางการพูดของเด็กปฐมวัย
3.5 งานวิจัยที่เกี่ยวกับคำคล้องจอง
1.1
ความหมายของภาษา
ภาษาเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สำคัญต่อกระบวนการคิด
ใช้ในการติดต่อสื่อสารทำความเข้าใจ จึงควรส่งเสริมทักษะทางภาษาตั้งแต่ปฐมวัย
มีผู้ที่ให้ความหมายของคำว่า ภาษา ไว้ดังนี้
จันทร์เพ็ญ ศิริพันธุ์ (2551 : 2) ได้ให้ความหมายของภาษาว่า
ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ใน การสื่อความหมายเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ความรู้สึก
และความต้องการซึ่งกันและกัน
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน (ราชบัณฑิตยสถาน 2546
: 822 ) ให้ความหมายของภาษา คือ
ถ้อยคำที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
คณาจารย์โปรแกรมวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (2548
: 7) ให้ความหมาย ของภาษาว่า
ภาษาคือเครื่องมือในการสื่อสารที่ใช้ถ่ายทอดความรู้ ความรู้สึกนึกคิด ความต้องการ
ของมนุษย์โดยวิธีการต่างๆ อย่างมีระบบ
สรุปได้ว่า ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร
อาจเป็นเสียงหรือกิริยาอาการที่ใช้สื่อความหมายถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด
ภาษาประกอบด้วย การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน
1.2ความสำคัญของภาษา
เพียเจต์ และอินเฮสเตอร์ (สมาพร สามเตี้ย 2545 : 9-10 ; อ้างอิงจาก Piaget and lnholder. 120-122) กล่าวว่า
เด็กอายุ2-4ปี มีพัฒนาการเรียนรู้คำมากขึ้น
การพูดคุยเป็นลักษณะการสื่อสารแบบสังคม (Social communication) แต่เด็กจะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง คือ เด็กจะพูดกับตนเองไม่ฟังผู้อื่น
ซึ่งเรียกการพูดคนเดียวแบบรวมหมู่ (Collection Monolanguage) เด็กจะไม่พยายามเข้าใจถึงคำพูดของผู้อื่น ในช่วงเด็กอายุ 5-6 ปี เด็กก้าวไปสู่การคิดแบบหยั่งรู้ (lnitiative) ซึ่งเป็นการคิดโดยอาศัยการรับรู้
คือ การมองเห็นสิ่งต่างๆแล้วบอกว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร
เยาวพา เดชะคุปต์ ( 2542n : 60 ) กล่าวว่า
ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัยควรเป็นการเตรียมความพร้อมในการสื่อสาร การพูด
เด็กจะเรียนรู้เกี่ยวกับระบบของเสียง เรียนรู้คำศัพท์
โดยเด็กจะเรียนรู้พื้นฐานภาษาได้อย่างรวดเร็ว
สรุปได้ว่า
ภาษามีความสำคัญเพราะภาษาเป็นเครื่องมือให้มนุษย์ได้แลกเปลี่ยนความคิด เกิดการเรียนรู้
ควรพัฒนาภาษาผ่านการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เด็กสื่อสารได้
1.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาษาของเด็กปฐมวัย
2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางการพูด
2.1
ความหมายของการพูด
จุฑา สุกใส (2545 : 17) ได้กล่าวว่า การพูด หมายถึง การแสดงความรู้สึกจากการได้ฟังและการคิดได้สื่อออกมาให้ผู้อื่นได้เข้าใจ
อาจเป็นการแสดงความรู้สึกนึกคิด ความต้องการ ความรู้และประสบการณ์
โดยการเปล่งเสียงออกเป็นถ้อยคำ
ซึ่งต้องอาศัยขบวนการต่างๆทำงานอย่างต่อเนื่องและประสานกัน คือขบวนการหายใจ
ขบวนการเปล่งเสียง ขบวนการแปรเสียง และการกำหนดเสียง
เพื่อให้ผู้ฟังฟังแล้วเข้าใจได้อย่างถูกต้อง
พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน (2546 :797) การพูด หมายถึง เปล่งเสียงออกเป็นถ้อยคำ
สุภาวดี ศรีวรรธนะ (2548) ได้กล่าวว่า
การพูด หมายถึง พฤติกรรมการติดต่อสื่อสารกันระหว่างบุคคล ด้วยการใช้ถ้อยคำ
น้ำเสียง ภาษา อากัปกิริยา ท่าทาง สีหน้า แววตา เพื่อถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด
ความต้องการของผู้พูดไปสู่ผู้ฟัง
สรุปได้ว่า การพูดเป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น
โดยการเปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคำ เพื่อส่งสารให้ผู้ฟังเข้าใจ ความต้องการ ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง
2.2
ความสำคัญของการพูด
สมาพร สามเตี้ย (2545 : 19) ได้กล่าวว่า
การพูดมีความสำคัญสำหรับมนุษย์เป็นอันมาก
เนื่องจากเป็นเครื่องมือในการสื่อความหมายที่ดีที่สุด
ระหว่างผู้พูดและผู้ฟังได้รวดเร็วกว่าการสื่อความหมายด้วยวิธีอื่นๆ การพูดเป็นการได้เห็นได้ทราบถึงการสื่อความต้องการของผู้พูดต่อผู้ฟังได้เป็นอย่างดี
ทั้งยังช่วยสร้างความเข้าใจต่อมนุษย์ด้วยกัน
เนื่องจากการพูดต้องใช้ระดับเสียงตามสถานการณ์ต่างๆที่เหมาะสมและได้เห็นท่าทางในการพูด
สุภาวดี ศรีวรรธนะ (2542 : 63-64) ได้กล่าวว่า
การพูดเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต
การฝึกพูดเป็นพื้นฐานที่จะช่วยฝึกทักษะด้านภาษาได้เป็นอย่างดี
ซึ่งจุดประสงค์ของการฝึกพูด มีดังนี้
1.เพื่อให้เด็กพัฒนาการพูดได้คล่องเป็นธรรมชาติ
ได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ
2.พัฒนาความสามารถในการพูดได้ชัดเจน
ได้ฝึกเสียงที่เป็นปัญหาสำหรับเด็ก เช่น เสียง “ส” นอกจากนี้ยังคงพูดด้วยเสียงที่น่าฟัง รื่นหู ไม่ดัง ไม่ค่อยเกินไป
มีความมั่นใจใรการพูด
3.พูดถูกต้องจนเป็นนิสัย เช่น
เด็กๆมักจะพูดประโยคปฏิเสธว่า “ผมเปล่าทำ” ต้องแก้เป็น “ผมไม่ได้ทำครับ” หรือ
“ไม่ได้ทำค่ะ”
4.เพื่อใช้ภาษาเป็นเครื่องมือติดต่อสังคมกับเพื่อนๆและบุคคลอื่นๆ
การที่เด็กจะเป็นที่น่าคบหาสมาคมด้วยต้องมีภาษาที่สุภาพ
ดังนั้นการให้การศึกษาแก่เด็กวัยนี้ย่อมจะต้องฝึกเด็กให้รู้จักใช้คำสุภาพทั้งหลาย
เช่น คำว่า “ขอโทษ” “ขอบคุณ” “ขอบใจ” โดยต้องเป็นแบบให้เด็กและต้องให้เด็กใช้อย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้จะต้องให้รู้จักกาละเทศะด้วยเสียงที่พูดในห้องเรียน
ย่อมเสียงจะไม่ต้องดังเหมือนในสนาม
5.เพื่อพัฒนาความสามารถในการติดต่อกับผู้อื่นคือไม่เพียงแต่แสดงความคิดเห็นของตนเท่านั้น
แต่ยังสามารถเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด สามารถพูดสิ่งที่มีผู้กล่าวไว้ได้
6.การฝึกเลียนเสียงคำพูดก่อนที่จะบรรยายเรื่องราวต่างๆ
หากไม่ฝึกในเรื่องนี้เด็กบางคนจะเล่าเรื่องไม่ตรงจุด เช่น เด็กอาสาจะเล่าเรื่อง”ไปเที่ยวทะเล” แทนที่จะพูดถึงการไปทะเล
เด็กบางคนจะมัวพะวงในจุดไม่สำคัญ เช่นมัวแต่พูดเรื่องการแต่งตัว
การซื้อของต่างๆสำหรับการเดินทาง
ครูต้องช่วยเตือนเด็กให้พูดเจ้ามาหาเรื่องอีกทีหนึ่ง
7.เรียนรู้เกี่ยวกับภาษา เช่น
หลักของการออกเสียง เสียงวรรณยุกต์ การเว้นวรรค
การเรียบเรียงคำให้เป็นประโยคและคำบางคำมีความหมายได้หลายอย่าง
สรุปได้ว่า การพูด เป็นทักษะทางภาษาที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ใช้ในการสื่อสาร
พ่อแม่และครู รู้จักที่จะหาวิธีที่จะส่งเสริมพัฒนาการพูดที่เหมาะสมและฝึกบ่อยๆ
ก็จะทำให้เด็กพูดได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ กล้าแสดงออกทางการพูด
รู้จักเรียงลำดับการพูดของเรื่องราวก่อนและหลังไม่วกไปวนมา ทำให้การสื่อสารถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของตนถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น
2.3
พัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัย
นภเนตร ธรรมบวร (2544 : 113-114) ได้กล่าวว่า
พัฒนาการทางการพูด การพูดถือเป็นการแสดงออกทางพัฒนาการภาษาด้านหนึ่ง
ซึ่งมีความสำคัญพอๆกับการเขียนเลยทีเดียว การพูดเป็นการรวบรวมประสบการณ์ต่างๆ
ของเด็กๆเข้าด้วยกัน อันได้แก่ ความรู้สึก การรับรู้ การเรียนรู้ ความจำ
และความรู้ความเข้าใจ
พราวพรรณ เหลืองสุวรรณ (2533 : 90-93) ได้กล่าวถึงความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยในแต่ละช่วงวัย
ดังนี้
อายุ 0-7 เดือน เด็กแรกเกิดจะสื่อสารกับบุคคลอื่นด้วยภาษาท่าทาง
เมื่อพูดได้สามารถพูดคำบางคำได้ชัดเจน แต่จะไม่เข้าใจความหมายของคำ 18เดือน พูดได้ประมาณ 10 คำ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆถึง 30 คำ
เมื่ออายุประมาณ 2 ปี ชอบตั้งคำถามว่า อะไร
ทำไม และส่วนมากยังพูดไม่ชัด โดนเฉพาะตัว ร,ล และคำควบกล้ำ
บางครั้งก็ยังพูดกลับกัน ผู้ใหญ่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษา
โดยไม่ควรกล่าวล้อเลียน หรือตำหนิ เพราะจะทำให้เด็กพัฒนาช้า
เด็กจะสามารถเข้าใจความหมายและคำมากกว่าส่วนที่ต้องการจะพูดออกมา
อายุ 3 ปี มีพัฒนาการทางภาษาเร็วมาก
สามารถตั้งคำศัพท์ใหม่ๆ หรือเรียกชื่อสิ่งใหม่ตามความเข้าใจของตน
สามารถเข้าใจคำพูดง่ายๆของผู้ใหญ่ เช่น อย่า ไม่
แต่ยังไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่มองไม่เห็น ดังนั้น การปฏิบัติตามคำสั่ง
คำขอร้องของผู้ใหญ่ จึงยังไม่สม่ำเสมอ และยังไม่ลืมคำถามว่าทำไม
จะพยายามทำความเข้าใจกับคำถามที่ตนเองถามไปเช่นนั้น
อายุ 4 ปี ในด้านภาษาเด็กวัยนี้
เริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มีความสนใจคำพูดของผู้ใหญ่ และชอบเลียนแบบ
เริ่มพูดประโยคที่ยาว และใช้คำถามที่มีเหตุผลมากขึ้น ชอบฟังนิทานซ้ำๆโดยไม่เบื่อ
อายุ 5 ปี สามารถเข้าใจคำพูด
ข้อความยาวๆของผู้ใหญ่ได้ดี และพยายามพูดยาวๆ โดยเลียนแบบผู้ใหญ่ในการจะสร้างประโยค
ชอบฟังนิทานประเภทเทพนิยาย และชอบแสดงบทบาทสมมติประกอบ
อายุ 6 ปี เด็กส่วนใหญ่จะสนใจในการพูด
ชอบสนทนากับเพื่อนๆ หรือผู้ใหญ่ มากกว่าการเล่นสิ่งของ
มีความสุขมากเมื่อได้สนทนากับผู้อื่น และไม่ชอบถูกวิจารณ์ต่อหน้าผู้อื่นหรือชุมชน
ชอบฟังเรื่องราวต่างๆ โดยเฉพาะเกี่ยวกับธรรมชาติ ปรากฏการณ์ต่างๆ
เริ่มสนใจในการอ่าน โดยเฉพาะนิยายที่มีภาพประกอบ
สรุปได้ว่า การส่งเสริมความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย
สามารถทำได้โดยการจัดกิจกรรมอย่างหลากหลาย เช่น
การเล่าเรื่องจากประสบการณ์จริงที่มีอยู่ใกล้ตัวเด็กรวมทั้งสิ่งที่อยู่รอบตัวเด็ก
การพูดแสดงความรู้สึก การให้เด็กได้แสดงออกในโอกาสต่างๆ
2.4งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางการพูด
สมาพร
สามเตี้ย (2545 : บทคัดย่อ)
ได้ศึกษาพัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยการเล่นเกมทางภาษา
โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง เด็กปฐมวัย ชาย - หญิง อายุระหว่าง 5-6
ปี จำนวน 10 คน ผลการวิจัย พบว่า
เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยทางการเล่นเกมทางภาษามีพัฒนาการทางการพูดโดยเฉลี่ยรวม
ก่อนการจัดกิจกรรมและหลังการจัดกิจกรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.01 และพัฒนาการทางการพูด
ในแต่ละด้านทั้งทางด้านการเข้าใจความหมาย ด้านการสร้างประโยค
มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ส่วนผลการสังเกตพัฒนาการทางการพูด ในระหว่าง
การจัดกิจกรรมเล่นเกมทางภาษามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งด้านการเข้าใจความหมายและการสร้างประโยค
ซิมสัน (สนอง สุทธาอามาตย์. 2545 : 17: อ้างอิงจาก Simpson. 1998) ได้ศึกษา
ลักษณะภาษาพูดของเด็กปฐมวัย 4 ปี
ที่ใด้รับการจัดประสบการณ์ารเล่านิทานแบบเล่าเรื่องซ้ำ ผลการวิจัยพบว่าการเล่าเรื่องซ้ำช่วยส่งเสริมความสามารถด้านการสื่อสารมากขึ้น
กล่าวคือ ช่วยให้เด็กพัฒนาความสามารถในการถ่ายทอดภาษาให้ชัดเจนละเอียดละออ
ครอบคลุม ความหมายที่ต้องสื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจซึ่งความสามารถนี้วัดได้เป็นจำนวนคำต่อประโยด
(Length of a T-unit) ไม่ได้วัดที่ปริมาณคำซึ่ง มิลเลอร์ (Miler.1951) ถือว่า
ความสามารถนี้เป็นเครื่องมือที่สามารถวัดความซับซ้อนของรูปประโยคได้เป็นอย่างดี
3.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมคำคล้องจอง
3.1
ความหมายของคำคล้องจอง
ไพเราะ พุ่มมั่น (2544 : 46) กล่าวถึงความหมายของคำคล้องจองว่า
หมายถึงคำประพันธ์อาจเป็นโคลง กลอน ซึ่งใช้ถ้อยคำง่ายๆ และมีความยาวไม่มากนัก
มีเนื้อหาสาระ เด็กท่องแล้วเกิดความสนุกสนาน
สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ (2529 : 25) ให้ความหมายคำคล้องจองว่าเป็นคำประพันธ์ต่างๆ อาจเป็นโคลง กลอน กาพย์
ซึ่งใช้ถ้อยคำง่ายๆ มีเนื้อหาสาระง่ายๆ เด็กได้ท่องแล้วเกิดความสนุกสนาน
เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็ก
สรุปได้ว่า คำคล้องจองเป็นคำที่มีเสียงสัมผัสกันด้วยรูปสระ
และตัวสะกดทำให้ง่ายต่อการออกเสียง เด็กๆจะชอบฟังและชอบพูดตาม
เพราะคำคล้องจองเป็นถ้อยคำง่ายๆและมีความยาวไม่มากในรูปของคำประพันธ์ต่างๆ เช่น
โคลง กลอน กาพย์
3.2
ความสำคัญของคำคล้องจอง
สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ
(ม.ป.ป. : 33) กล่าวถึงประโยชน์และความสำคัญของคำคล้องจองไว้ดังนี้
-ทำให้เด็กสนุกสนาน
-ช่วยให้การใช้ภาษาดีขึ้น
-เตรียมความพร้อมสู่การอ่าน
-ฝึกคิด ฝึกจำ
จิระประภา บุณยนิตย์ ละออ-ชุติกร และศรีสมบัติ เทพกาญจนา (2544
: 73-74) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายหรือความสำคัญในการสอนบทร้อยกรองและคำคล้องจองให้แก่เด็กไว้ดังนี้
1.เพื่อสนองความต้องการตามธรรมชาติในเรื่องของจังหวะ
เด็กๆมีความสนใจ มีความสุขที่ได้ทำเสียง
หรือท่าทางให้เข้ากับจังหวะหรือได้ฟังเสียงที่เป็นจังหวะ
2.เพื่อช่วยปกป้องและส่งเสริมพัฒนาการทางด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก
3.เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาของเด็ก
ช่วยให้เด็กใช้ภาษาได้ดี ใช้ถ้อยคำที่ถูกต้องชัดเจน
สามารถใช้ระดับเสียงแสดงออกซึ่งความรู้สึกได้ตรงความหมาย เช่นประหลาดใจ ดีใจ กลัว
ตกใจ เสียใจ
4.ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การใช้วรรคตอน
ก่อนที่จะอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นการฝึกฝนตามธรรมชาติ
เป็นทางหนึ่งที่ช่วยฝึกฝนให้เด็กได้รู้จักสังเกต
5.เพิ่มพูนความรู้ในด้านต่างๆให้แก่เด็ก
6.ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์มากยิ่งขึ้น
7.ช่วยให้ผู้ใหญ่และเด็กมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
สรุปได้ว่า การสอนคำคล้องจองมีความสำคัญสำหรับเด็กปฐมวัยมาก
เพราะให้เด็กได้พัฒนาเรื่องจังหวะ พัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ
นอกจากนี้เด็กยังได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน
เด็กได้ฝึกความจำทำให้เข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น
และที่สำคัญที่สุดคือเด็กได้พัฒนาการทางภาษาที่ดียิ่งขึ้น
3.3
ประเภทของคำคล้องจอง
เครือรัตน์ เรืองแก้ว (2547 : 1-10) ได้จัดประเภทของคำคล้องจองไว้ดังนี้
1.คำคล้องจองที่เป็นสำนวนไทย เช่น
ล้มลุกคลุกคลาน ขับไล่ไสส่ง
2.คำคล้องจองที่เป็นบทร้อยกรอง เช่น
เพื่อนกินมีมาก ถ้าหากจะหา
เพื่อนตายนั้นหนา หายากเต็มที่
3.คำคล้องจองที่เป็นสำนวนไทย
ได้แบ่งเป็น 2 ชนิด
-สำนวนแบบธรรมดา เช่น รักดีหามจั่ว
รักชั่วหามเสา
-สำนวนแบบอุปมาอุปไมย เช่น
ผมขาวราวกับดอกเลา
4.คำคล้องจองที่เป็นคำพังเพย
ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
5.คำคล้องจองที่เป็นคำภาษิต สุภาษิต
เช่น
น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า
6.คำคล้องจองที่เป็นคำขวัญ เช่น
สามัคคีมีวินัยใฝ่ศึกษาจรรยางาม
7.คำคล้องจองที่เป็นคำโฆษณา เช่น
บริการทุกระดับประทับใจ
กิฟลี วรรจิยี (2535 : 43) ได้จัดแบ่งประเภทของคำคล้องจองตามจำนวนของคำไว้ดังนี้
1.คำคล้องจองที่มี 2 คำ คือ กลุ่มคำที่มีคำกลุ่มละ 2 คำ
และมีเสียงคล้องจองกันระหว่างกลุ่มโดยคำท้าย
ของกลุ่มคำนำหน้าสัมผัสกับคำแรกของกลุ่มคำหลังเรื่อยไป
2.คำคล้องจองที่มี 3 คำ คือ กลุ่มคำที่มีคำกลุ่มละ 3 คำ
และมีเสียงคล้องจองกันระหว่างกลุ่มโดยคำท้ายของกลุ่มคำนำหน้าสัมผัสกับคำที่ 1 หรือ 2 ของกลุ่มคำหลังเรื่อยไป
3.คำคล้องจองที่มี 4 คำ คือ กลุ่มคำที่มีคำกลุ่มละ 4 คำ
และมีเสียงคล้องจองกันระหว่างกลุ่มโดยคำท้ายของกลุ่มคำหน้าสัมผัสกับคำที่ 1 หรือ 2 ของกลุ่มคำหลังเรื่อยไป
สรุปได้ว่า ประเภทของคำคล้องจองสามารถจัดแบ่งได้หลายประเภท และไม่มีรูปแบบที่แน่นอน
ขึ้นอยู่กับการเก็บรวบรวมและค้นคว้าของนักการศึกษา
การนำไปใช้เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่เรียนและง่ายต่อการจดจำ
3.4
การจัดกิจกรรมคำคล้องจองกับพฤติกรรมทางการพูดของเด็กปฐมวัย
ไพเราะ พุ่มมั่น (2544 : 47) กล่าวถึงลำดับขั้นตอนการสอนคำคล้องจองไว้ดังนี้
1.ครูกล่าวคำคล้องจองให้เด็กฟัง
พร้อมทั้งอธิบายความหมาย
2.ให้เด็กพูดตามทีละวรรคจนจบและพูดตามซ้ำอีก
2-3 ครั้ง เมื่อเด็กจำได้บ้างแล้วให้พูดไปพร้อมกับครู
3.ขณะที่พูดคำคล้องจองครูทำท่าทางประกอบไปด้วย
โดยให้เด็กทำท่าทางประกอบตามครู
4.เมื่อเด็กพูดคำคล้องจองและท่าทางประกอบได้แล้วจึงให้เด็กทำเอง
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2532 : 461) ได้แบ่งรูปแบบในการจัดกิจกรรมท่องคำคล้องจอง ออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
1.คำคล้องจองประกอบการเล่นนิ้วมือ การเล่นนิ้วมือเป็นการแต่งนิ้วท่าทางประกอบคำคล้องจองนั้น
โดยมีวัตถุประสงค์ให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมือควบคู่กันไปกับด้านภาษา
การเล่นนิ้วมืออาจเล่นโดยการขยับนิ้วต่างๆ แสดงบทบาท
หรืออาจแต่งนิ้วให้เป็นตัวละครแล้วเล่นตามบทบาทก็ได้ นิ้วมือสามารถใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนให้เด็กเกิดความสนุกสนาน
และเพิ่มพูนทักษะต่างๆ ให้แก่เด็กได้ดี โดยเฉพาะในด้านภาษา
เพราะการเล่นนิ้วมือส่วนใหญ่จะประกอบคำพูด คำคล้องจอง
โดยครูสามารถใช้นิ้วมือได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์
และเนื้อหาที่ต้องการสอนเด็กด้วย
2.คำคล้องจองประกอบท่าทาง
การทำท่าทางประกอบคำคล้องจองมีวิธีการเสนอคล้ายกับการเคลื่อนไหวประกอบเพลง คือ
ครูและเด็กพูดคำคล้องจองพร้อมกับทำท่าทางประกอบไปด้วย
สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมคำคล้องจอง มีวิธีการจัดที่หลากหลาย เช่น
คำคล้องจองประกอบท่าทาง เพื่อเป็นจุดดึงความสนใจให้เด็ก สร้างความสนุกเพลิดเพลิน
3.5 งานวิจัยที่เกี่ยวกับคำคล้องจอง
งานวิจัยในประเทศ
จุฑา สุขใส (2545
: บทคัดย่อ)
ได้ศึกษาเปรียบเทียบพัฒนาการทางการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมท่องคำคล้องจองแบบมีความหมายและการจัดกิจกรรมท่องคำคล้องจองแบบปกติ
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมท่องคำคล้องจองแบบมีความหมายก่อนและหลังการทดลองมีพัฒนาการทางการพูดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.01 เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมท่องคำคล้องจองแบบปกติก่อนและหลังการทดลองมีพัฒนาการทางการพูดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.01 เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมท่องคำคล้องจองแบบมีความหมาย
และเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมท่องคำคล้องจองแบบปกติมีพัฒนาการทางการพูดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.01 เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมท่องคำคล้องจองแบบมีความหมาย
และเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมท่องดำคล้องจองแบบปกติมีความก้าวหน้าของพัฒนากาทางการพูดเปลี่ยนแปลงไปในทางที่สูงขึ้น
งานวิจัยในต่างประเทศ
จาเคียล (Jakiel. 1971 : 6279) ได้ทำการวิเคราะห์คำคล้องจองที่เป็นที่นิยมในการเรียนในระดับ
9 โดยคำนึงถึงจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ พอสรุปได้ดังนี้
1.
ควรทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน
2. ควรยกตัวอย่างประกอบการเรียน
ควรมีการเปรียบเทียบให้เห็นจริง
3. ครูแนะนำเกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำ
สำนวนโวหารต่างๆ
4. วรรณกรรมร่วมสมัยที่ให้เด็กเรียน
ควรเป็นเรื่องที่ดี
5.
ถ้าวรรณกรรมที่ครูต้องการให้นักเรียนนั้นยาวมาก
ครูควรเลือกเฉพาะตอนที่เห็นว่าดีที่สุดมา
6. ควรจัดให้มีการอบรมครู
ให้รู้จักวรรณกรรมใหม่ ๆ อยู่เสมอสำหรับการศึกษาวิจัยเรื่องพฤติกรรมทางการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมคำคล้องจองนั้น
ผู้วิจัยมีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการทางการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด
กิจกรรมคำคล้องจอง
ซึ่งการจัดกิจกรรมคำคล้องจองกับการอ่านคำคลองจ้องนั้น
มีวัตถุประสงค์ที่ใกล้เคียงและสอดคล้องกันกับงานวิจัยดังกล่าวข้างต้น
การศึกษาพฤติกรรมทางการพูดพบว่าเด็ก 4-5
ขวบ มีพัฒนาการทางการพูดที่ดี เด็กสามารถพูดบอก อธิบาย สิ่งต่าง ๆ
ที่ตนสนใจให้ผู้อื่นฟังได้ การส่งเสริมพฤติกรรมทางการพูดด้วยวิธีการที่เหมาะสม
เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ควรส่งเสริมให้กับเด็ก กิจกรรมคำคล้องจองเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เหมาะสมในการส่งเสริมพัฒนาการทางการพูด
เนื่องจากเป็นกิจกรรมทางภาษาที่เด็กคุ้นเคย
ครูนิยมใช้คำคล้องจองมาพูดให้เด็กฟังเพื่อเก็บเด็กให้เงียบหรือเพื่อนำเข้าสู่กิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างสนุกสนาน
หรือใช้เมื่อครูต้องการ เปลี่ยนกิจกรรม
แต่เมื่อนำมาคำคล้องจองมาปรับให้เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับหลักการยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ
ด้วยการนำคำคล้องจองมาจัดทำเป็นแผ่นภาพคำคล้องจองที่สวยงามรวมกับวิธีการจัดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งการพูดคำคล้องจอง
การค้นหาความหมายของคำ และประโยคที่อยู่ในคำคล้องจอง รวมถึงการปรับให้คำคล้องจองสามารถนำมาเป็นสื่อในการเล่น
และการทำงานกลุ่ม กิจกรรมคำคล้องจองจึงเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการส่งเสริม
พฤติกรรมทางการพูดได้ดี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น